โอเมก้า-3 ช่วยให้เด็กผู้ชายที่มีและไม่มีปัญหาADHD มีสมาธิมากขึ้น

เรามักจะโทษสาเหตุของการที่เด็กเป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) ในโรงเรียนที่มากขึ้นว่าเป็นเพราะออกกำลังกายน้อยเกินไป อยู่กับเทคโนโลยีมากไป ขาดการอบรม สิ่งแวดล้อมไม่ดี หรือแม้กระทั่งทานน้ำตาลมากเกินไป แม้จะมีปัจจัยมากมายที่เป็นสาเหตุของADHD กรดไขมันโอเมก้า-3เป็นการรักษาอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับการวิจัยมาแล้ว เพราะการที่เราได้รับโอเมก้า-3จากอาหารในปริมาณที่เพียงพอหรือไม่นั้น ส่งผลต่อการทำงานของสมองทั้งสิ้น

งานวิจัยล่าสุดทดสอบในกลุ่มเด็กชาวเนเธอร์แลนด์อายุ 10 ปี ครึ่งหนึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ADHD (n = 40) และอีกครึ่งหนึ่งเป็นเด็กปรกติ ( n = 39) นักวิจัยใช้เนยเทียมที่มีส่วนประกอบของ EPA กับ DHA อย่างละ 650 มก. ซึ่งเป็นกรดไขมันที่พบในน้ำมันปลา สำหรับ “กลุ่มDHA” และเนยเทียมที่มีกรดไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยว สำหรับ “กลุ่มควมคุม” ในแต่ละกลุ่มมีทั้งเด็กปรกติและเด็กที่เป็นADHD ทุกคนได้รับเนยเทียม 10 มก. ทุกวัน (มีปริมาณโอเมก้า-3 มากกว่า 1 กรัม) เป็นเวลา 4 เดือน จากนั้นนักวิจัยทำการทดสอบและตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อก่อนและหลังการทดลอง

การวัดตัวอย่างDHA ใช้เซลล์จากกระพุ้งแก้มเพื่อไม่เป็นการรุกล้ำสู่ร่างกาย อย่างการเจาะเลือด หรือใช้วิธีเจาะเลือดแค่จากปลายนิ้วแล้วเก็บตัวอย่างบนกระดาษกรองก็เป็นอีกวิธีที่รุกล้ำน้อยที่สุด เป็นการระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นในเด็ก ผลที่ได้จากหยดเลือดบนกระดาษเป็นตัววัดระดับโอเมก้า-3 ที่ดีกว่าผลตรวจปริมาณDHAจากเซลล์กระพุ้งแก้มซึ่งวัดได้แค่1ใน3ของเซลล์ที่มี ต่ำกว่ามาตราฐานที่ใช้ได้ในการวิจัยครั้งนี้

“ปัญหาเรื่องการจดจ่อ” คือหัวข้อย่อยของรายการตรวจสอบความประพฤติของเด็ก (ซึ่งผู้ปกครองเป็นคนบันทึก) ซึ่งผลคะแนนดีขึ้นในกลุ่มDHAทั้งเด็กปรกติและเด็กที่เป็นADHD หัวข้ออื่นๆ เช่น “การฝ่าฝืนกฎ” และ “พฤติกรรมก้าวร้าว” ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก ปริมาณDHAจากตัวอย่างเซลล์กระพุ้งแก้มก็เพิ่มขึ้นในกลุ่มDHA และลดลงในกลุ่มควบคุม เด็กที่มีDHAสูงสุดจากกลุ่มเด็กที่เป็นADHDมีผลคะแนนในหัวข้อ “ปัญหาเรื่องการจดจ่อ” น้อยลงจากคะแนนเดิม(หมายถึงมีสมาธิที่ดีขึ้น) หลังจากผ่านการทดลองไปได้ 16 สัปดาห์ และผลคะแนนไม่เปลี่ยนแปลงในกลุ่มเด็กปรกติ ในขณะที่ผู้เขียนค้นพบผลกระทบโดนรวมของโอเมก้า-3 จากผลคะแนนเรื่องการจดจ่อ แต่พวกเขาไม่เจอข้อแตกต่างที่จะช่วยอธิบายถึงกลไกที่เกิดขึ้น (เช่นการทำ fMRI และ อัตราการพลิกผันของโดปามีน)

การวัดตัวอย่างDHA ใช้เซลล์จากกระพุ้งแก้มเพื่อไม่เป็นการรุกล้ำสู่ร่างกาย อย่างการเจาะเลือด หรือใช้วิธีเจาะเลือดแค่จากปลายนิ้วแล้วเก็บตัวอย่างบนกระดาษกรองก็เป็นอีกวิธีที่รุกล้ำน้อยที่สุด เป็นการระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นในเด็ก ผลที่ได้จากหยดเลือดบนกระดาษเป็นตัววัดระดับโอเมก้า-3 ที่ดีกว่าผลตรวจปริมาณDHAจากเซลล์กระพุ้งแก้มซึ่งวัดได้แค่1ใน3ของเซลล์ที่มี ต่ำกว่ามาตราฐานที่ใช้ได้ในการวิจัยครั้งนี้

การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการทานโอเมก้า-3 ที่มีต่ออาการของADHD อย่างไรก็ตามเด็กที่เป็นADHDในการวิจัยนี้ส่วนใหญ่ได้รับยาคุมอาการอยู่ก่อนแล้ว ผลที่ออกมาอาจจะเป็นจากยาที่ว่าเป็นส่วนมาก การเติมปลาหรืออาหารที่เสริมโอเมก้า-3 (เช่นเนยเทียมที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ มาจากบริษัทยูนิลิเวอร์ ซึ่งเป็นผู้ออกทุนการทดลองครั้งนี้) ลงไปในอาหารของเด็กที่อยู่ระหว่างการรักษาอาการADHD อาจมีส่วนช่วยบรรเทาอาการของพวกเค้าได้ นอกเหนือจากนี้ โอเมก้า-3 ก็มีส่วนช่วยเสริมสมาธิในกลุ่มเด็กปรกติด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อประโยชน์ที่ดีๆ ของกรดไขมันเหล่านี้

พลังแห่งความบริสุทธิ๋ที่สดใหม่
วัฒนธรรมการทานน้ำมันตับปลาที่ยาวนานของชาวนอร์เวย์ ทำให้เรารู้ดีว่าต้องทำอย่างไรเพื่อให้ได้อาหารเสริมจากโอเมก้า-3 คุณภาพสูง เข้มข้นด้วย EPA และ DHA ให้ผลิตภัณฑ์บริสุทธิ์ไร้การปนเปื้อน สดจากทะเลจนถึงมือคุณ
1 เดือน ฿ 1,199
ซื้อตอนนี้