กำลังสับสนเรื่องโอเมก้า-3กับโรคหัวใจกันอยู่หรือเปล่า?

กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3 Fatty Acid) คือที่รักของวงการวิทยาศาสตร์โภชนาการมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะโภชนาการที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือด กระทั่งมีงานศึกษาที่ตีพิมพ์ออกมาว่า “โอเมก้า-3 ไม่มีผลต่อโรคหัวใจ” จึงไม่แปลกที่ผู้คนจะสับสน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อสื่อพยายามรายงานผลวิจัยไม่ว่าจากสาขาใดก็ตาม การวิจัยมีตัวแปรควบคุมที่มากมาย (เราวิจัยจากคนเฉพาะกลุ่ม) ซึ่งไม่ได้ใส่ลงไปที่พาดหัวข่าว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การใส่เฉพาะสิ่งที่น่าสนใจจากผลการทดลอง ทั้ง “พาดหัว” หรือ “บรรทัดจบ” จึงถูกมองเป็นไม่จริง และไม่มีความหมายไปในสายตาของสาธารณะไป นับเป็นผลร้ายของการสรุปผลที่ง่ายจนเกินไปที่ทำให้เกิดผลไม่คาดคิดตามมา

เจสัน วู (Jason Wu) และ ดาลิอุสช์ มอซซาฟาเลียน (Dariush Mozzafarian) จากสถาบันสาธารณสุขฮาร์วาร์ด (Harvard School of Public Health) ได้เผยบทความในวารสาร Heart ถึงผลการทดลองขนาดใหญ่ล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับโอเมก้า-3 และโรคหัวใจและหลอดเลือด ในบทความนี้ ผู้เขียนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาขานี้ ทำการประเมินงานวิจัยแบบละเอียดทุกขั้นตอน และอธิบายที่สิ่งที่ได้เพิ่มเติมเกี่ยวงานวิจัยด้วย นี่คือใจความสำคัญบางส่วนของงานชิ้นนี้

โอเมก้า-3 อาจจะมีส่วนช่วยในการยับยั้งการตายของหัวใจและหลอดเลือด แต่เป็นผลลัพธ์ที่ยังไม่แน่ชัด ในการทดสอบครั้งหลังๆ โอเมก้า-3 ให้ผลลัพธ์ที่เป็นลบจากการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ในครั้งนี้ “ผลลัพธ์” ที่ว่าไม่ใช่ดัชนีทางชีวภาพ เพราะดัชนีในครั้งนี้คือโรคหัวใจกับเส้นเลือดในสมอง จุดประสงค์ของผู้ร่วมวิจัยคือ เพื่อแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ชัดเจนและยาวนานของการกินปลาหรือกรดไขมันโอเมก้า-3ที่มากขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงที่หัวใจหยุดเต้น

ข้อมูลจากการสังเกตการณ์ยังคงสนับสนุนหน้าที่ของโอเมก้า-3 ต่อสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด แต่ไม่ใช่การหาสาเหตุของโรค

เซกิคาว่า (Seikikawa) และคณะ ตีพิมพ์ผลงานค้นคว้าล่าสุดเพื่อเปรียบเทียบระดับดัชนีโอเมก้า-3 กับคราบหินปูนหลอดเลือดหัวใจในผู้ชายจากอเมริกาและญี่ปุ่น

ชายญี่ปุ่นมีระดับโอเมก้า-3 มากกว่าชายอเมริกัน100% (9.1% ต่อ 3.8% ตามลำดับ) และมีคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจต่ำกว่ามาก เมื่อลองปรับแบบจำลองให้หลากหลายขึ้น ทั้งอายุ ความดันโลหิต ลิพิดและอื่นๆ ผลลัพธ์ไม่มีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงปริมาณโอเมก้า-3ในเลือดที่ลงลดเช่นกัน ถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีแต่ก็เป็นเพียงผลการศึกษาที่ได้จากการสังเกตการณ์ในประชากร 2 กลุ่มที่แตกต่างกันไม่ใช่แค่เรื่องการบริโภคโอเมก้า-3

ปริมาณของกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มากกว่ากันเพียงเล็กน้อย อาจทำให้ผลจากการกินอาหารเสริมไม่ค่อยแตกต่าง

EPA+DHA 250 กรัม เห็นผลชัดเจนเมื่อเทียบกับ 0 กรัม ซึ่งการบริโภคที่เกิน 250 กรัม ต่อวันไม่ได้ให้ประโยชน์เรื่องของหัวใจหยุดเต้นดีขึ้น ดังนั้น ต่อให้บุคคลทั่วไปได้รับโอเมก้า-3 จากอาหารที่มีโอเมก้า-3สูง หรืออาหารเสริม ผลลัพธ์จากการได้รับโอเมก้า-3 ที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 กรัมต่อวัน ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเท่าไหร่

โอเมก้า-3 กับสุขภาพสายตา

ดวงตาเป็นสิ่งที่ดูแลได้ง่ายที่สุด จนกระทั่งมันเริ่มมีปัญหา การบำรุงรักษาสายตาให้อยู่ในสภาพที่ดีคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เรามองชัดเจนได้ตลอดเวลา

สารลูตินกับซีแซนทิน : ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงที่เป็นอันตรายและลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ของดวงตา และเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยบำรุงสายตา

วิตามิน เอ (Vitamin A) : ช่วยป้องกันจากอาการตาบอดในที่มืดและตาแห้ง

วิตามิน ซี (Vitamin C) : ช่วยป้องกันต้อกระจก

วิตามิน อี (Vitamin E) : ช่วยชะลอการเสื่อมการมองเห็น

สังกะสี (Zinc) : ช่วยชะลอการเสื่อมของจอตาในผู้สูงอายุ

และสุดท้ายที่อาจจะทำให้คุณประหลาดใจคือโอเมก้า-3

โอเมก้า-3 ดีต่อสายตาจริงหรือ? คำตอบสั้นๆคือ ใช่! ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยทั้งเรื่องหลอดเลือดและหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกัน และสมอง โอเมก้า-3 คือสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพโดยรวมของเรา และสำคัญต่อดวงตาของเราเช่นกัน

โอเมก้า-3 ช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตา รวมถึงอาการตาแห้งและการเสื่อมของจอตา ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันยังมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการสมองของเด็กในช่วงตั้งครรภ์และทารกอีกด้วย

งานศึกษาชิ้นหนึ่งจากศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติค้นพบว่า “การเพิ่มสารอาหารอย่าง DHA ของแม่ ช่วยลดความเสี่ยงทางความพิการในการมองเห็นและระบบประสาทในทารกและเด็ก” นอกจากนี้ งานชิ้นนี้ยังช่วยยืนยันว่า “กรดไขมันโอเมก้าในมารดาคือส่วนสำคัญในพัฒนาการระบบประสาททั้งในระยะสั้นและระยะยาวของทารกให้ได้รับ DHA ทั้งช่วงก่อนและหลังคลอด”

อีกงานศึกษาหนึ่งที่ตีพิมพ์โดย American Journal of Clinical Nutrition พบว่าทารกเพศหญิงที่แม่ได้รับอาหารเสริม DHA ระหว่างตั้งครรภ์จนคลอดมีพัฒนาการทางการมองเห็นในช่วง 2 เดือนแรกที่สูงกว่าทารกที่แม่ไม่ได้รับโอเมก้า-3

เมื่อพูดถึงโอเมก้า-3กับสุขภาพสายตา นักวิจัยอธิบายว่า กรดไขมันโอเมก้า-3 สองตัวทั้ง กรดโดโคซะเฮกซะโนอิก (DHA) และ กรดไอโคซาเพนทาโนอิก (EPA) สำคัญต่อพัฒนาการทางการมองเห็นและการทำงานของจอตา ไขมันจำเป็นทั้ง 2 ตัวได้มาจากอาหาร เช่นปลาที่มีไขมันสูง

สมาคมหัวใจแห่งอเมริกา (American Heart Association) แนะนำให้ผู้ใหญ่ทานปลาอย่างน้อย 2 มื้อต่อสัปดาห์ หรืออาหารเสริมโอเมก้า-3 เพราะไม่สามารถผลิตเองได้ในร่างกาย

• สมาคมทัศนมาตรแห่งอเมริกา (American Optometric Association) อธิบายว่า DHA มักสะสมมากที่บริเวณจอประสาทตา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ใช้รับภาพ ก่อนส่งสัญญาณไปที่สมอง ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นก็ได้ข้อสรุปแบบเดียวกัน เช่นในงานชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่า สัตว์ที่ได้รับ DHA จากอาหารไม่เพียงพอ มักมีปัญหาด้านการมองเห็นและการเสื่อมของจอประสาทตา

โอเมก้า-3กับอาการตาแห้ง

ประมาณ 14%ของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาประสบปัญหาอาการตาแห้ง ซึ่งเป็นอาการเรื้อรังที่เกิดจากน้ำตาที่น้อยลงและด้อยคุณภาพ ดวงตาที่ชุ่มชื้นไม่เพียงพอจากน้ำและน้ำมันที่ไม่สมดุลกันทำให้เกิดการอักเสบ จนนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆ ที่เราเรียกว่า โรคผิวหน้าลูกตา

อาการตาแห้ง คือการเกิดอาการคัน ปวด และแสบร้อนที่ดวงตา ทำให้ตาไวต่อแสง พล่ามัว เกิดเมือกที่บริเวณดวงตาและโดยรอบ และการผลิตน้ำตาที่มากเกินไป โดยเฉพาะในหญิงสูงวัยซึ่งเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้ต่อมน้ำตาผลิตน้ำตาออกมามากเกินไป ทำให้คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการตาแห้งมากที่สุด

นักวิจัยตั้งข้อสันนิษฐานว่า โอเมก้า-3 โดยเฉพาะ EPA และ DHA ช่วยลดความเสี่ยงในอาการตาแห้งและสามารถบรรเทาอาการได้เพราะคุณสมบัติในการลดการอักเสบ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากการทดลองในหลายครั้งก็ช่วยสนับสนุนในข้อสันนิษฐานนี้ เช่น อาหารเสริมโอเมก้า-3ช่วยแก้และบรรเทาอาการตาแห้งได้ เป็นต้น

พลังแห่งความบริสุทธิ์ที่สดใหม่
With long Norwegian traditions for marine fish oils, we know what it takes to make a high quality omega-3 supplement, rich on EPA and DHA, keeping the product fresh all the way from sea to the consumer.
฿ 1,199
Buy now